10 ไอเดียการใช้งานกล่องจั่วปัง (Rigid Box) ให้คุ้มค่า
แนะนำ 10 ไอเดียการใช้งานกล่องจั่วปัง (Rigid Box) ให้คุ้มค่า ตั้งแต่การเก็บเครื่องประดับไปจนถึงการตกแต่งบ้าน ใช้ประโยชน์จากกล่องที่ทนทานและดีไซน์หรูหรา

กระดาษอาร์ตการ์ด Art Cards เป็นวัสดุที่นิยมอย่างมากกับการนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์และสื่อสิ่งพิมพ์ ที่ได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นวัสดุที่คุณภาพดีและราคาไม่แพงจนเกินไป
- กระดาษอาร์ตการ์ด เป็นกระดาษเนื้อแน่น ผิวเรียบ ให้งานพิมพ์สีสดคมชัด เหมาะที่สุดสำหรับงานบรรจุภัณฑ์พรีเมียม
- การเลือกผิวสัมผัสมีผลต่ออารมณ์สินค้า: กระดาษอาร์ตการ์ดเคลือบมัน ให้ความโดดเด่น สดใส ส่วน กระดาษอาร์ตการ์ดเคลือบด้าน ให้ความหรูหรา ทันสมัย
- ความหนาที่เหมาะสมสำหรับทำกล่องคือ 300-350 แกรมขึ้นไป เพื่อความแข็งแรง
- รองรับทั้งงานพิมพ์ออฟเซตและดิจิตอล สามารถเพิ่มเทคนิคพิเศษอย่าง Spot UV หรือปั๊มนูนได้ดีเยี่ยม
กระดาษอาร์ตการ์ด (Art Card Paper) ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทางเป็นกระดาษเนื้อแน่น มีพื้นผิวที่สามารถทำให้เรียบเนียนทั้งสองด้าน หรือด้านเดียวก็ได้โดยถือเป็นกระดาษที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะในตัวเองและสีที่ได้ออกมานั้นจะมีความสด สีสวย กว่ากระดาษชนิดอื่น
ซึ่งความนิยมของกระดาษอาร์ตมันนั้นทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายหันมาให้ความสนใจและนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับทำบรรจุภัณฑ์กันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนมากแล้วจะนิยมนำมาทำเป็นรูปแบบของกล่อง ซึ่งวันนี้เราจะไปดูกันว่า กระดาษอาร์ตการ์ดนั้นเหมาะกับบรรจุภัณฑ์ประเภทไหนบ้าง
ถ้าถามว่ากระดาษอาร์ตการ์ดเป็นยังไง? อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ มันเป็นลูกผสมที่ลงตัวระหว่าง “ความหนาแบบการ์ด” และ “ความสวยงามแบบกระดาษอาร์ต”
กระดาษอาร์ตการ์ด คือ กระดาษที่มีเนื้อแน่น มีการเคลือบผิวหน้าด้วยสารเคมีหรือแร่ธาตุบางชนิด (Coating) ทำให้พื้นผิวมีความเรียบเนียนกว่ากระดาษปอนด์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด คุณสมบัติเด่นคือเนื้อกระดาษจะมีความแข็งแกร่ง (Stiffness) ไม่ยุบตัวง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขึ้นรูปเป็นทรงกล่องต่างๆ
โดยปกติ กระดาษอาร์ตการ์ด จะแบ่งเกรดตามลักษณะการเคลือบผิว ซึ่งส่งผลต่อการใช้งานโดยตรง
1.กระดาษอาร์ตการ์ดหน้าเดียว (1 หน้า): ด้านหนึ่งจะเรียบเนียน มันเงา หรือกึ่งมันกึ่งด้าน ส่วนอีกด้านจะมีความหยาบเล็กน้อยและสีอาจจะคล้ำกว่า หรือเป็นสีขาวด้านๆ นิยมใช้ทำกล่องที่ต้องการพิมพ์ลายสวยงามแค่ภายนอก
2.กระดาษอาร์ตการ์ดสองหน้า (2 หน้า): เรียบเนียนเสมอกันทั้งสองด้าน เหมาะกับงานที่ต้องการความพรีเมียมทั้งภายนอกและภายใน เช่น การ์ดเชิญ หรือกล่องสินค้า High-end
กระดาษอาร์ตการ์ดเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติที่หลากหลายเหมาะสำหรับการนำมาใช้ทำเป็นบรรจุภัณฑ์และเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ด้วย โดยที่เราสามารถนำคุณสมบัติของกระดาษอาร์ตการ์ดไปเปรียบเทียบหรือดูความแตกต่างจากวัสดุชนิดอื่น เพื่อนำมาเลือกใช้ทำเป็นบรรจุภัณฑ์ได้นั่นเอง ซึ่งคุณสมบัติของกระดาษอาร์ตการ์ดมี ดังนี้
ความหนาของกระดาษเป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้คุณภาพของงานที่ผลิตออกมาดี โดยความหนาของกระดาษมีตั้งแต่ 200- 400 แกรม ซึ่งหากความหนาของกระดาษต่ำจาก 260 แกรมลงไป จะไม่นิยมนำมาผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์
แต่จะใช้ในงานพิมพ์อย่างอื่นแทน เช่น การ์ดเชิญ โปสการ์ด ปกหนังสือต่างๆ เพราะหากนำมาเป็นกล่องสินค้าจะไม่สามารถที่จะรับน้ำหนักของสินค้าได้และอาจะทำให้กล่องสินค้ามีการฉีกขาด บิดเบี้ยวไปจากเดิม และยังสื่อถึงความไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีคุณภาพด้วยนั่นเอง
ในส่วนนี้เราจะรู้จักกันดีในศัพท์ทางเทคนิคที่เรียกว่า แกรม (Gram) เป็นหน่วยค่าวัดของน้ำหนักกระดาษ ยิ่งตัวเลขของแกรมเยอะ ความหนาของกระดาษก็จะยิ่งมากตามขึ้นไปเช่นเดียวกัน และความแข็งแรงของกระดาษก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ซึ่งหากว่ากระดาษมีความแข็งแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะช่วยเพิ่มการรับน้ำหนักของสินค้าที่ใหญ่ขึ้นได้
กระดาษที่นำมาผลิตเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ แน่นอนว่าคุณสมบัติของกระดาษจะต้องมีความเรียบเนียน ไม่เป็นผิวที่ขรุขระ และกระดาษอาร์ตการ์ดมีคุณสมบัตินี้เป็นพื้นฐาน คือ มีผิวกระดาษที่เรียบเนียน มันเงา ซึ่งนั่นจึงทำให้เป็นจุดขายของกระดาษอาร์ตการ์ดเลยก็ว่าได้และคุณสมบัติข้อนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนส่วนใหญ่หยิบยกกระดาษอาร์ตการ์ดมาทำกล่องบรรจุภัณฑ์ อีกทั้งงานที่ออกมาจากเครื่องพิมพ์ก็ยังมีความคมชัด มีคุณภาพมากด้วย

บรรจุภัณฑ์ส่วนมากที่นำมาบรรจุใส่สินค้าแต่ละประเภทนั้นจะมีการออกแบบดีไซน์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งก็จะต้องเลือกดูตามความเหมาะสมที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด โดยทั่วไปแล้วกระดาษอาร์ตการ์ดจะถูกนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ชนิดกล่องเป็นหลัก
เนื่องจากสามารถออกแบบให้กระดาษมีรูปทรงได้ตามที่ใจต้องการและยังสามารถเพิ่มลวดลายลงไปบนกล่องเพื่อให้สินค้าได้มีสีสัน และยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ดีอีกด้วย ส่วนมากแล้วกระดาษอาร์ตการ์ดจะถูกนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภท กล่องแพคเกจจิ้ง ได้แก้
ซึ่งการทำจะนำมาใช้เป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ได้นั้น กระดาษอาร์ตการ์ดจะต้องมีความหนาตั้งแต่ 300 แกรมขึ้นไป เพื่อความแข็งแรงของกล่องในการปกป้องสินค้า ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายในและอาจจะเพิ่มลูกเล่นด้วยการเคลือบ PVC เพื่อเป็นการป้องกันไปอีกชั้น
หนึ่งในคำถามโลกแตกของผู้ประกอบการคือ “จะเลือกเคลือบแบบไหนดี?” เพราะ กระดาษอาร์ตการ์ด สามารถนำไปผ่านกระบวนการเคลือบผิวเพื่อเพิ่มความสวยงามได้ ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ของสินค้าโดยตรงครับ
กระดาษอาร์ตการ์ดเคลือบมัน คือการนำกระดาษไปเคลือบฟิล์มเงา หรือขัดเงา
กระดาษอาร์ตการ์ดเคลือบด้าน กำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในยุคปัจจุบัน
กระดาษอาร์ตการ์ดถูกนำไปใช้งานหลากหลายชนิด และกระดาษอาร์ตการ์ดยังมีการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือกระดาษอาร์ตการ์ดแบบ 1 หน้า, กระดาษอาร์ตการ์ดแบบ 2 หน้า แต่ละประเภทก็ใช้ขนาดของกระดาษ ใช้งานที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแล้วจึงเกิดเป็นคำถามว่าแล้วขนาดไหนบ้างล่ะที่ผู้ผลิตมักจะใช้กันและเพราะอะไร ไปดูกันเลย
ขนาดกระดาษที่มีขนาด 200-260 แกรม จะเป็นกระดาษที่อยู่ในประเภท กระดาษอาร์ตการ์ด 2 หน้า ที่มีลักษณะผิวเรียบ มันเงาเหมือนกันทั้ง 2 ด้าน โดยส่วนมากแล้วกระดาษอาร์ตการ์ดที่มีขนาด 260 แกรม จะใช้กับงานพิมพ์ที่เกี่ยวกับ การ์ดเชิญ โปสเตอร์ โบรชัวร์ โปสการ์ด ปกหนังสือนิทาน ปกหนังสือทั่วไป เป็นต้น
ขนาดกระดาษที่มีขนาด 350-400 แกรม จะเป็นกระดาษอาร์ตการ์ดประเภท 1 หน้า ลักษณะของผิวกระดาษประเภทนี้จะมีด้านหนึ่งเป็นผิวเรียบ มันเงา และอีกด้านจะมีความหยาบอยู่เล็กน้อย ทำให้คนส่วนใหญ่ชอบนำไปผลิตเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ เพราะขนาดของกระดาษอาร์ตการ์ดที่ 350 แกรม จะมีความหนา และแข็งแรง เมื่อนำมาผลิตเป็นกล่องเครื่องสำอาง กล่องสบู่ กล่องลิปสติก กล่องครีมต่างๆ ก็จะสามารถรับน้ำหนักของสินค้าได้
แต่ขนาดที่คนส่วนมากนิยมใช้มากที่สุด นั่นคงหนีไม่พ้นกระดาษอาร์ตการ์ดที่มีขนาด 350 แกรม เพราะมีความแข็งแรง ทนทานมากกว่ากระดาษอาร์ตการ์ดที่มีขนาด 200 แกรม อีกทั้งยังสามารถที่จะปกป้องสินค้าไม่ให้เกิดความเสียหายได้นั่นเอง
เลือกความหนากระดาษอาร์ตการ์ดกี่แกรมดี สําหรับทํากล่องบรรจุภัณฑ์ นั้น โดยเราต้องดูที่ “น้ำหนักสินค้า” และ “ขนาดกล่อง” เป็นหลัก ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
| ความหนา (GSM) | ลักษณะการใช้งาน | เหมาะสำหรับสินค้า |
| 210 – 260 แกรม | กระดาษมีความหนาพอประมาณ แต่ยังอ่อนตัวได้ | การ์ดเชิญ, โปสการ์ด, ใบปลิวหนา, ปกหนังสือ, กล่องใส่ของเบามากๆ (เช่น กล่องยาขนาดเล็ก) |
| 300 – 350 แกรม | (แนะนำ!) ความหนามาตรฐาน แข็งแรง ขึ้นรูปกล่องสวย | กล่องบรรจุภัณฑ์ทั่วไป, กล่องสบู่, กล่องครีม, กล่องลิปสติก, กล่องอาหารเสริม, กล่องเค้กชิ้นเดี่ยว |
| 400 แกรมขึ้นไป | หนามาก แข็งแกร่ง รับน้ำหนักได้ดีเยี่ยม | กล่องสินค้าขนาดใหญ่, กล่องใส่ขวดแก้ว, กล่องเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก, Premium Gift Set |
คำแนะนำเพิ่มเติม
หากทำกล่องสบู่ หรือ กล่องครีม ทั่วไป ขอแนะนำที่ 350 แกรม เป็นจุดที่คุ้มราคาและแข็งแรงกำลังดี
ถ้าใช้กระดาษอาร์ตการ์ด ที่บางเกินไป (ต่ำกว่า 300 แกรม) มาทำกล่อง เวลาวางซ้อนกันกล่องจะยุบ สินค้าภายในอาจเสียหาย และที่สำคัญคือ “ดูราคาถูก” ทำให้เสียภาพลักษณ์แบรนด์ได้
ด้วยคุณสมบัติหลายๆ ข้อ และข้อดีหลายๆ อย่างของกระดาษอาร์ตการ์ดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผิวกระดาษที่มีความเรียบ มันเงา ซึ่งช่วยในการพิมพ์สี พิมพ์โลโก้ พิมพ์ข้อความต่างๆ ให้มีความสวย คมชัด และกระดาษอาร์การ์ดก็มีความหนา สามารถที่จะกันความชื้น กันแสงแดดได้ อีกทั้งยังมีราคาที่ย่อมเยาว์
เมื่อเทียบกับกระดาษบางประเภทที่มีคุณสมบัติ และการออกแบบที่คล้ายกันกลับมีราคาที่แพงกว่า จึงทำให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตต่างๆ เล็งเห็นข้อดี และประโยชน์เหล่านี้ของกระดาษอาร์ตการ์ด จึงมีการนำมาผลิตเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น กล่องลิปสติก กล่องสบู่ กล่องครีม กล่องขนม กล่องอาหาร เป็นต้น
บทความน่าอ่าน กระดาษอาร์ตการ์ด 350 แกรมดีอย่างไร
ตอบ: ตัวเนื้อ กระดาษอาร์ตการ์ด เองไม่กันน้ำครับ หากโดนน้ำจะเปื่อยยุ่ยได้ แต่เราสามารถเพิ่มคุณสมบัติกันน้ำได้โดยการ “เคลือบ PVC” (ลามิเนต) ทั้งแบบด้านหรือเงา ซึ่งจะช่วยกันละอองน้ำและความชื้นได้ดีในระดับหนึ่ง
ตอบ: สำหรับกล่องเครื่องสำอาง แนะนำที่ 350 แกรม ครับ เป็นมาตรฐานที่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักขวดครีมหรือตลับแป้งได้ และเมื่อนำไปเคลือบหรือปั๊มนูน กระดาษจะไม่ยับง่าย
ตอบ: โดยปกติเครื่องปรินท์ Inkjet ตามบ้านจะพิมพ์ลงบน กระดาษอาร์ตการ์ด ที่มีความมันเงาได้ยาก (หมึกไม่แห้ง/เยิ้ม) ยกเว้นจะใช้กระดาษอาร์ตสำหรับ Inkjet โดยเฉพาะ หรือใช้เครื่องพิมพ์ Laser ที่รองรับกระดาษหนา 200 แกรมขึ้นไ